บทที่ 9 เมียบำเรอล้างหนี้ EP9

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน...สาวน้อย”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นจากทางบันได เมธาวารีหันขวับไปตามเสียง ก่อนจะนิ่งอึ้งไปราวกับถูกมนต์สะกด ร่างสูงสง่างามในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง กำลังก้าวเดินลงมาจากชั้นสองด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับเทพบุตรกรีก ทว่าดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับทอประกายวาววับและอันตรายดั่งพญามัจจุราช

อดิกุลหยุดยืนอยู่ตรงหน้าขั้นบันไดสุดท้าย ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มร้ายกาจยามทอดสายตาสำรวจเรือนร่างอรชรในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ ตัวจริงของเธอ...สวยหวานและเย้ายวนกว่าในรูปถ่ายนับร้อยเท่า

“คุณเป็นใคร แล้วเข้ามาทำอะไรในบ้านของฉัน” เมธาวารีถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ เธอเกลียดสายตาหยาบโลนที่มองมา แววตาของเขาเหมือนราชสีห์ที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ

“ฉันน่ะเหรอ” อดิกุลล้วงมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋ากางเกง ก้าวเดินเข้าหาหญิงสาวอย่างเชื่องช้าทว่าคุกคาม “ก็เป็นเจ้าหนี้ ของพ่อเธอไงล่ะ”

“คุณพูดเรื่องตลกอะไร คุณพ่อของฉันไปเป็นหนี้คุณตั้งแต่เมื่อไร”

เมธาวารีตะเบ็งเสียงใส่คนตัวโตอย่างไม่เชื่อหู ธุรกิจครอบครัวของเธอไม่มีทางมีปัญหาถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินจากพวกมาเฟียแน่ๆ เรื่องบ้าๆ พวกนี้ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ไวเท่าความคิด หญิงสาวรีบล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋าสะพาย มือบางสั่นเทาขณะกดโทรออกหาบิดาเพื่อเค้นหาความจริง รอเพียงไม่นาน ปลายสายก็กดรับพร้อมกับเสียงแหบพร่าที่ดังลอดมา

[ว่าไงครับลูกเมย์]

“คุณพ่ออยู่ไหนคะ” เธอละล่ำละลักถาม พร้อมกับก้าวถอยหนีคนตัวโตที่พยายามจะเดินต้อนเธอเข้ามุม “กลับมาที่บ้านด่วนเลยนะคะ ตอนนี้เมย์อยู่ที่บ้าน แล้วก็มีพวกคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาเต็มไปหมด พวกมันอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของคุณพ่อ นี่มันเรื่องอะไรกันคะ”

ปลายสายเงียบกริบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เสียงของเมธาจะตื่นตระหนกจนแทบจะกลายเป็นเสียงตะโกน

[ว่าไงนะ เมย์อยู่ที่บ้านเหรอลูก พ่อ...พ่อกำลังรีบไปหาลูกเดี๋ยวนี้แหละ]

เมธาที่เพิ่งแล่นรถแท็กซี่ออกมาได้ไม่ไกลแทบจะลมจับ เมื่อรู้ว่าแก้วตาดวงใจกลับเข้าไปอยู่ในดงมาเฟียหน้าเหี้ยมพวกนั้นแล้ว

“ไม่ต้องรีบกลับมาหรอกคุณพ่อ” เมธาวารีเชิดหน้าขึ้น จ้องตากับอดิกุลอย่างไม่ลดละ “เดี๋ยวเมย์จะโทรแจ้งตำรวจให้มาลากคอพวกมันออกไปจากบ้านเราเดี๋ยวนี้แหละ”

[อย่านะลูกเมย์ อย่าแจ้งตำรวจเด็ดขาด] เสียงของเมธาร้อนรนจนถึงขีดสุด [ฟังพ่อนะลูก เอาโทรศัพท์ส่งให้คุณอิฐ คุยกับพ่อเดี๋ยวนี้]

เมธาวารีชะงัก ช็อกกับคำสั่งของบิดา “คุณพ่อว่าไงนะ จะไปคุยกับไอ้พวกบุกรุกนี่ทำไม”

[พ่อขอร้องลูกเมย์ ส่งโทรศัพท์ให้คุณอิฐเดี๋ยวนี้]

น้ำเสียงอ้อนวอนของบิดาทำให้เมธาวารีจำต้องลดโทรศัพท์ลง เธอกวาดตามองชายหน้าเหี้ยมรอบๆ ก่อนจะมาหยุดที่ร่างสูงใหญ่ตรงหน้า “ใครชื่ออิฐ พ่อฉันจะคุยด้วย”

“ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง” เธอแหวใส่อีกครั้งเมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้าเอาแต่ยืนแสยะยิ้มเงียบๆ

“ฉันเอง” อดิกุลตอบกลับสั้นๆ รอยยิ้มร้ายยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา

เมธาวารีกัดริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ ยื่นโทรศัพท์ส่งไปให้ชายหนุ่มอย่างกระแทกกระทั้น ถ้าไม่ใช่เพราะบิดาสั่ง เธอไม่มีทางยอมเสวนากับผู้ชายท่าทางอันตรายคนนี้แน่

อดิกุลรับโทรศัพท์มาแนบหู ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานของหญิงสาวไม่วางตา

“พูดมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญเอ่ยขึ้น

[คุณอิฐครับ ได้โปรดเถอะครับ อย่าทำอะไรลูกเมย์นะ ลูกสาวผมไม่รู้เรื่องหนี้สินของผม ได้โปรดปล่อยลูกผมไปเถอะ] เสียงของเมธาสั่นเครือราวกับคนกำลังจะขาดใจ

“แล้วทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งของลูกหนี้ชั้นสวะอย่างแกด้วย” อดิกุลสวนกลับอย่างไม่แยแส

[ผมไม่ได้สั่งครับ ผมขอร้อง...ผมกราบล่ะครับ]

“ฟังให้ดีนะเมธา...” อดิกุลกดยิ้มมุมปาก น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนคนฟังขนลุกซู่ “บ้านหลังนี้ รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่อยู่ในบ้านหลังนี้ มันคือกรรมสิทธิ์ของฉัน หนี้ยี่สิบห้าล้าน ฉันจะยอมยกให้ แลกกับการที่ลูกสาวของแกต้องชดใช้แทน”

[ไม่นะครับ ผมจะหาเงินมาใช้หนี้ ผมไม่ยอมให้คุณเอาลูกสาวผมไปขัดดอกเด็ดขาด]

“ได้...ถ้าแกอวดเก่งนัก ฉันจะให้เวลาแกถึงพรุ่งนี้เช้าเท่านั้น ถ้าหาเงินยี่สิบห้าล้านมาวางกองตรงหน้าฉันไม่ได้ แกก็เตรียมตัวรับศพลูกสาวแกไปได้เลย”

[คุณอิฐ ฮัลโหล คุณอิฐครับ]

อดิกุลกดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะโยนโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูของหญิงสาวลงบนโซฟาข้างตัวอย่างไม่ใส่ใจ

เมธาวารีที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่ใกล้ๆ เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ใบหน้าหวานซีดเผือดลงทันตาเห็น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัว หนี้ยี่สิบห้าล้าน กรรมสิทธิ์ ชดใช้แทน นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับครอบครัวของเธอกันแน่

“เอาโทรศัพท์ของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะ”

เธอแหวลั่น แบมือทวงของคืน หวังจะโทรกลับไปถามบิดาให้รู้เรื่องว่าผู้ชายคนนี้กำลังพล่ามเรื่องอะไรอยู่

แต่แทนที่จะคืนให้ อดิกุลกลับสาวเท้าเข้าประชิดตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็วจนเธอถอยหนีไม่ทัน ร่างสูงต้อนร่างระหงให้ถอยร่นจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับกำแพงห้องเย็นเฉียบ สองแขนแกร่งยกขึ้นยันกำแพง กักขังเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือด้วยกลิ่นวิสกี้และบุหรี่มินต์เป่ารดลงบนพวงแก้มใส

“เสียใจด้วยนะสาวน้อย” อดิกุลกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าและคุกคาม “อยู่ในบ้านหลังนี้ ในฐานะนางบำเรอขัดดอก เธอไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือ และที่สำคัญ”

เขาปรายตามองเรือนร่างบอบบางใต้ชุดเดรสสีขาวด้วยสายตาหยาบโลน

“เธอไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าด้วยซ้ำ”

ฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนขาดผึง

เมธาวารีเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัดที่ถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีอย่างร้ายกาจ ไวเท่าความคิด มือบางที่เคยแต่จับปากกาและหนังสือนิยาย ตวัดขึ้นฟาดลงบนซีกแก้มกร้านของมาเฟียหนุ่มสุดแรงเกิด

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังลั่นสนั่นห้องโถงกว้าง แรงตบนั้นมหาศาลพอที่จะทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของอดิกุลหันไปตามแรงกระแทก รอยนิ้วมือทั้งห้าปรากฏชัดเป็นริ้วแดงบนผิวแก้มคร้ามแดด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป